SAF เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน

SAF เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน
สู่อนาคตของอุตสาหกรรมการบินสีเขียว
สืบเนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน
จนกลายเป็นวาระระดับโลกให้ทุกภาคส่วนพยายามหาวิธีที่จะลดปริมา
ณก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ในบรรยากาศ
ควบคู่ไปกับการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่าง
ๆ ลง โดยตั้งเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon
Neutrality) ก่อนก้าวเข้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net
Zero Emission) ที่มีความท้าทายมากกว่าในขั้นต่อไป
โดยที่ไม่กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการคมนาคมทางอากาศ
ซึ่งจากการศึกษาเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของยานพ
าหนะประเภทต่าง ๆ พบว่า อากาศยานหรือเครื่องบิน
เป็นยานพาหนะที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในสัดส่วนประมา
ณร้อยละ 2-2.5 ของโลก ซึ่งตั้งแต่ปี 1990-2019
ก่อนที่จะมีวิกฤติโรคระบาด
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศยานมีปริมาณเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ
ร้อยละ 2.3 ต่อปี แต่เมื่อเกิดโรคระบาด
ที่เป็นเหตุให้การเดินทางทั่วโลกหยุดชะงัก โดยเฉพาะภาคการบิน
มีผลให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงตามไปด้วยอย่างมีนัย
สำคัญ
ตัวเลขจากปี 2019
พบว่ามีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดมากกว่า 1
พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ทว่าในปี 2020 ลดลงมาเหลือเพียง
600 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างไรก็ตาม
เมื่อสถานการณ์โรคระบาดค่อย ๆ ดีขึ้น
ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็กลับมาเพิ่มสูงขึ้นตามเดิม
โดยในปี 2021 อยู่ที่ 720 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์

จึงมีการคาดการณ์ว่าการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ภาคการบิน
จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินระดับที่ปล่อยสูงสุดเมื่อปี 2019
อีกในไม่ช้า
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ในปัจจุบัน ยานพาหนะอื่น ๆ
ต่างก็มีการใช้เชื้อเพลิงทดแทนที่เป็นพลังงานสะอาดกันแล้ว
ทว่าเชื้อเพลิงสะอาดสำหรับการเดินทางโดยอากาศยาน
ยังไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่าไรนัก
เพื่อให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม จึงเริ่มมีการศึกษา
วิจัย และพัฒนา เกี่ยวกับเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดสำหรับอากาศยาน
เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคธุรกิจการบินลง
และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ในระยะยาว
รู้จักกับ SAF เชื้อเพลิงสะอาดสำหรับอากาศยาน
SAF ย่อมาจาก Sustainable Aviation Fuel
หรือเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน
เป็นเชื้อเพลิงที่ถูกผลิตขึ้นจากวัตถุดิบทดแทนอื่นที่ไม่ใช่ปิโตรเลียม
กล่าวคือ เป็นวัตถุดิบที่สามารถสร้างใหม่ได้
หรือหมุนเวียนจากของเสียบางอย่างที่เป็นไปตามมาตรฐานความยั่งยืน
ตามที่โครงการ CORSIA (Carbon Offsetting and Reduction
Scheme) ขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International
Civil Aviation Organization, ICAO) กำหนดไว้ คือ
มีความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอัตราที่กำหนดต
ลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วไป
ตั้งแต่กระบวนการผลิตวัตถุดิบ กระบวนการผลิตเชื้อเพลิง
ตลอดจนการใช้เชื้อเพลิง
วัตถุดิบทดแทนที่นำมาใช้ผลิต SAF
มีทั้งที่มาจากธรรมชาติและการสังเคราะห์จากกระบวนการทางเคมี

หากเป็นวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ
จะถูกนำมาผ่านกระบวนการเพื่อปรับโครงสร้างทางเคมี
จนเกิดเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนสังเคราะห์ที่มีโครงสร้างทางเคมี
ลักษณะเดียวกันกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากปิโตรเลียม โดย SAF
จะสามารถนำมาใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์
และด้วยวัตถุดิบและเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ทำให้ SAF
สามารถผลิตได้จากหลายกระบวนการ
● ATJ หรือ Alcohol to Jet เป็นการผลิต SAF
ด้วยการหมักชีวมวล เช่น แอลกอฮอล์จากพืช
โดยอาจใช้เอทานอลที่ได้จากอ้อยมาผ่านกระบวนการทางเคมีให้
กลายเป็นเชื้อเพลิงเจ็ต
มีการปรับโครงสร้างโมเลกุลให้เป็นเชื้อเพลิงที่เหมาะกับอากาศยา

● HEFA หรือ Hydroprocessed Esters and Fatty Acids
เป็นการผลิต SAF ด้วยกระบวนการไฮโดรเจน
เพื่อเปลี่ยนกรดไขมันให้กลายเป็นเชื้อเพลิงเจ็ตที่เหมาะสม
วัตถุดิบคือน้ำมันปรุงอาหาร (ทั้งน้ำมันพืชและไขมันจากสัตว์)
ที่ใช้แล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันปรุงอาหารซ้ำ ๆ
หรือนำน้ำมันใช้แล้วไปทิ้งไม่ถูกที่
● FT หรือ Fischer-Tropsch Synthesis เป็นการผลิต SAF
ด้วยการเปลี่ยนวัตถุดิบประเภทชีวมวล ของเสียจากอุตสาหกรรม
หรือก๊าซชีวภาพ ให้กลายเป็นก๊าซสังเคราะห์
แล้วนำมาผ่านกระบวนการ Fischer-Tropsch
เพื่อผลิตเชื้อเพลิงเหลว
● E-Fuels หรือ Power to Liquid เป็นการผลิต SAF
จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักจับจากบรรยากาศ

หรือไฮโดรเจนที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลม
พลังงานแสงอาทิตย์
นำไปผ่านกระบวนการโดยการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อเปลี่ยนก๊
าซคาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจนให้กลายเป็นเชื้อเพลิงเหลว
ที่มีโครงสร้างทางเคมีคล้ายกับเชื้อเพลิงเจ็ต
SAF
จึงเป็นเทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในอุตสาหกรรมการ
บิน
เนื่องจากเป็นวิธีที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอุตสา
หกรรมการบินได้มากถึงร้อยละ 80 ตลอดวงจรของเชื้อเพลิง
เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ใช้อยู่ปัจจุบัน
ซึ่งการพัฒนาเชื้อเพลิงยั่งยืนเช่นนี้
จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้อย่างมาก
สำหรับอุตสาหกรรมการบินที่วางแผนจะก้าวเข้าสู่ความเป็นกลางทางคา
ร์บอนในปี 2050
บทบาทของ SAF ในอุตสาหกรรมการบินสีเขียว
เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF
จะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนอุตสาหกรรมการบินไปสู่ความยั่งยืนแล
ะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมลงได้
เนื่องจากการบินเป็นหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกใ
นปริมาณมาก ในขณะเดียวกันก็เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง
เพราะการเปลี่ยนแปลงต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการคมนาคมทางอากาศแ
ละการเติบโตของธุรกิจ ดังนั้น บทบาทของ SAF
ในอุตสาหกรรมการบินสีเขียว จึงมีดังนี้
● SAF เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืน

SAF ผลิตได้จากวัตถุดิบที่สามารถสร้างใหม่ได้ในธรรมชาติ
รวมถึงการนำของเสียต่าง ๆ กลับมาใช้ประโยชน์
ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงปิโตรเลียมที่เป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง ตรงข้ามกับ SAF
ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
และมีความสำคัญต่อภาคการขนส่งทางอากาศเป็นอย่างมาก
● วงจรชีวิตของ SAF จัดเป็นเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ
SAF ผลิตขึ้นจากวัตถุดิบที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ
โดยอาจเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ อย่างพลังงานชีวมวล
น้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้ว และขยะอินทรีย์
หรืออาจจะเป็นเชื้อเพลิงสังเคราะห์ ที่ผลิตจากกระบวนการทางเคมีก็ได้
มีผลการศึกษาทางวิชาการที่แสดงให้เห็นว่า การใช้เชื้อเพลิง SAF
ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในรอบวงจรชีวิตได้ถึงร้อยละ 80
จากกระบวนการทั้งหมด
เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอากาศยานปิโตรเลียมแบบเดิม
โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
● SAF
สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายและกฎหมายที่กำกับดูแลเกี่ยว
กับการขนส่งระหว่างประเทศ

ถือเป็นประเด็นที่สำคัญมาก
เนื่องจากธุรกิจการบินมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในป
ริมาณมหาศาล อีกทั้งยังเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตเร็ว
ทุกวันนี้ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงการเดินทางด้วยเครื่องบินได้
สืบเนื่องมาจากการแข่งขันกันของธุรกิจสายการบิน
ทำให้ผู้โดยสารมีตัวเลือกในการเดินทางเพิ่มขึ้น ทั้งสายการบิน Low-

Cost และ Full Service จึงมีการคาดการณ์ว่าในปี 2050
อุตสาหกรรมการบินจะขยายตัวเป็นสองเท่า
ทำให้อาจมีผู้โดยสารมากกว่า 8 พันล้านคน
นั่นหมายความว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการบินก็จะ
พุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
เพื่อที่จะลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนจากภาคการบิน
จึงเกิดกฎข้อบังคับการบิน
ที่จะช่วยจำกัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เรียกว่า CORSIA
(Carbon Offsetting and Reduction Scheme for International
Aviation) ขึ้น
CORSIA คือข้อบังคับขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ
(ICAO) ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2021
โดยกำหนดให้สายการบินต้องซื้อสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
สำหรับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกินกว่าค่ามาตรฐานของเที่ยวบิน
ระหว่างประเทศ
มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดเป้าหมายให้ธุรกิจการบินประสบความสำเร็จใ
นการลดและชดเชยการปล่อยคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศ
มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายใต้ข้อบังคับ CORSIA
ทาง ICAO
จะทำการตรวจสอบการปล่อยพลังงานของผู้ประกอบการธุรกิจการบินส
ากลที่เป็นสมาชิกของ ICAO ว่าจะต้องไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด
หากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าเกณฑ์
จะต้องชดเชยโดยเสียค่าคาร์บอนเครดิต
CORSIA จุดเริ่มต้นของการนำ SAF ไปสู่อุตสาหกรรมการบินสีเขียว
ด้วย CORSIA
ตั้งขึ้นเพื่อควบคุมและลดผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภา

คการบินระหว่างประเทศ
ด้วยเป้าหมายที่จะทำให้การปล่อยคาร์บอนจากการบินระหว่างประเทศล
ดลง มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน
และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ทำให้ ICAO
สนับสนุนให้มีการทดแทนเชื้อเพลิงอากาศยานที่เป็นปิโตรเลียม
ด้วยการใช้ SAF ในสัดส่วนที่เหมาะสมภายในปี 2050
ในบางประเทศที่มีการศึกษาวิจัย ก็ได้นำ SAF
มาใช้ในอุตสาหกรรมการบินอย่างจริงจังและเข้มงวดแล้ว
โดยกำหนดให้ทุกเที่ยวบินที่เดินทางออกนอกประเทศ ต้องใช้เชื้อเพลิง
SAF อย่างน้อยร้อยละ 1 ของเชื้อเพลิงอากาศยาน
ก่อนที่จะปรับสัดส่วนเป็นร้อยละ 50 ภายในปี 2050

การที่ประเทศไทยเป็นประเทศสมาชิก ICAO
ทำให้สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT)
เองก็เริ่มใช้กลไกการชดเชยและการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไ
ซด์
และมีการส่งข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของผู้ดำเ
นินการเดินอากาศให้แก่ ICAO
เพื่อให้เป็นไปตามกฎระเบียบในการควบคุมการปล่อยคาร์บอนจากการ
บิน
ด้วยข้อบังคับและกฏหมายเกี่ยวกับการบินระหว่างประเทศที่เข้ามามีบท
บาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการใช้เชื้อเพลิงในภาคการบิน
มีเป้าหมายหลักเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ SAF
หรือเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน
กำลังจะกลายเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานพลังงานสะอาด
ที่เป็นพลังงานหลักแทนที่เชื้อเพลิงปิโตรเลียม
สำหรับการขนส่งระหว่างประเทศในอนาคต

เราจึงมีโอกาสได้เห็นว่ายานพาหนะในภาคการขนส่งทั้งระบบ
สามารถเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงทดแทนที่เป็นพลังงานสะอาดได้
และมีความหวังว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ทุกภาคส่วนกำลังทำอยู่
จะตอบโจทย์เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ในที่สุด
บทความประชาสัมพันธ์จาก : บริษัท น้ำมันอพอลโล (ไทย) จำกัด
www.apollothai.com
ติดต่อเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ LINE ID : @apollothailand

Author photo