ทำฟันประกันสังคม 2569 อัปเดตล่าสุด สิทธิใหม่ที่ผู้ประกันตนต้องรู้
การดูแลสุขภาพช่องปากเป็นเรื่องที่หลายคนมักมองข้าม ทั้งที่ความจริงแล้วปัญหาสุขภาพฟันสามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้มากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดฟันเรื้อรัง เหงือกอักเสบ หรือฟันผุที่ปล่อยทิ้งไว้จนลุกลาม สำหรับผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม เรื่องน่ายินดีก็คือ สำนักงานประกันสังคมได้มีการปรับปรุงสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมครั้งใหญ่ ทำให้การทำฟันประกันสังคมในปัจจุบันครอบคลุมมากขึ้นและใช้งานได้สะดวกกว่าที่ผ่านมา บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจรายละเอียดทั้งหมดอย่างครบถ้วน
จุดเริ่มต้นของการปรับสิทธิ
เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 กระทรวงแรงงานได้ประกาศมอบหมายให้สำนักงานประกันสังคมพัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ให้ทั่วถึงมากขึ้น การปรับปรุงครั้งนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผู้ประกันตนหลายล้านคนรอคอย เพราะสิทธิเดิมที่จำกัดอยู่เพียงไม่กี่ร้อยบาทต่อปีนั้นมักไม่เพียงพอต่อความจำเป็นในการรักษาจริง
ใครมีสิทธิใช้บริการทำฟันประกันสังคมได้บ้าง
ผู้ที่จะสามารถใช้สิทธิทำฟันประกันสังคมได้นั้น จะต้องเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หรือมาตรา 39 ที่ส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนวันที่เข้ารับบริการ นอกจากนี้ แม้ว่าจะลาออกจากงานหรือสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนไปแล้ว ก็ยังสามารถใช้สิทธิต่อเนื่องได้อีกไม่เกิน 6 เดือน ส่วนผู้ประกันตนตามมาตรา 40 นั้นจะไม่ได้รับความคุ้มครองในส่วนนี้ แต่สามารถใช้สิทธิทำฟันผ่านระบบบัตรทองแทนได้
บริการที่ครอบคลุมและวงเงินที่ได้รับ
สำหรับผู้ที่เข้ารับบริการที่สถานพยาบาลเอกชนซึ่งทำข้อตกลงกับสำนักงานประกันสังคม จะได้รับความคุ้มครองในส่วนของการอุดฟัน ขูดหินปูน และถอนฟัน ในวงเงินรวม 900 บาทต่อปี หากมีค่าใช้จ่ายเกินกว่าวงเงินดังกล่าว ผู้ประกันตนจะต้องชำระส่วนต่างด้วยตนเอง
จุดเปลี่ยนสำคัญของการอัปเดตครั้งนี้คือ การผ่าฟันคุด ซึ่งแต่เดิมต้องใช้วงเงินร่วมกับค่าทำฟันพื้นฐาน 900 บาท ทำให้หลายคนต้องจ่ายส่วนต่างจำนวนมาก แต่ในปัจจุบันได้มีการแยกวงเงินสำหรับผ่าฟันคุดออกมาต่างหาก โดยกรณีที่ไม่ซับซ้อนจะเบิกได้สูงสุด 1,500 บาทต่อซี่ ส่วนกรณีที่มีความซับซ้อนต้องกรอกระดูกจะเบิกได้สูงสุดถึง 2,500 บาทต่อซี่ ซึ่งหากใช้บริการที่โรงพยาบาลรัฐที่ทำข้อตกลงไว้ ผู้ประกันตนแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเลย
นอกจากนี้ยังมีการขยายสิทธิในเรื่องฟันปลอมและรากฟันเทียม โดยปรับเพิ่มวงเงินฟันปลอมเป็นประมาณ 1,500 ถึง 6,000 บาท ตามจำนวนซี่และประเภทของฟันปลอม พร้อมทั้งเพิ่มค่าซ่อมฟันปลอมอีกไม่เกิน 900 บาทต่อครั้ง โดยสามารถใช้สิทธินี้ได้ทุก 5 ปี ส่วนผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากและไม่สามารถใส่ฟันปลอมชนิดถอดได้ ก็มีสิทธิเบิกค่าฝังรากฟันเทียมเพื่อรองรับฟันปลอมทั้งปากได้เช่นกัน ซึ่งครอบคลุมทั้งค่าผ่าตัดและค่าชุดรากฟันเทียม
ทำฟันที่โรงพยาบาลรัฐ ไม่ต้องสำรองจ่าย
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นที่สุดของสิทธิทำฟันประกันสังคมในรอบนี้ คือการเปิดให้ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการทันตกรรมพื้นฐานที่โรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ ซึ่งรวมถึงโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยครอบคลุมบริการถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และผ่าฟันคุด โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งและไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า เพียงใช้บัตรประชาชนใบเดียวก็สามารถเข้ารับบริการได้ทันที ยกเว้นกรณีที่เลือกใช้บริการในคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการ ซึ่งอาจมีค่าธรรมเนียมแพทย์เพิ่มเติมที่ต้องจ่ายเอง
ข้อควรรู้ก่อนเข้ารับบริการ
ก่อนไปใช้สิทธิทำฟันประกันสังคมผู้ประกันตนควรตรวจสอบก่อนว่าสถานพยาบาลที่ต้องการเข้ารับบริการนั้นได้ทำข้อตกลงกับสำนักงานประกันสังคมหรือไม่ เพราะจะมีผลต่อเรื่องการสำรองจ่าย หากเป็นสถานพยาบาลที่ไม่ได้ทำข้อตกลงไว้ ผู้ประกันตนจะต้องสำรองจ่ายค่ารักษาไปก่อน แล้วจึงนำใบเสร็จรับเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยื่นเบิกคืนกับสำนักงานประกันสังคมในภายหลัง
โดยสรุปแล้ว การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ในครั้งนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ประกันตนอย่างแท้จริง เพราะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านทันตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการทำฟันพื้นฐาน การผ่าฟันคุด ไปจนถึงฟันปลอมและรากฟันเทียม การหมั่นตรวจสอบสิทธิและวางแผนเข้ารับบริการทำฟันประกันสังคมอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพช่องปากให้แข็งแรงในระยะยาว โดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายที่สูงเกินความจำเป็น

ใส่ความเห็น
คุณต้องเข้าสู่ระบบ เพื่อจะพิมพ์ความเห็น