เชื้อเพลิงสังเคราะห์ อีกความหวังเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
เชื้อเพลิงสังเคราะห์ อีกความหวังเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
ในยุคที่ความต้องการใช้พลังงานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยที่น้ำมันเชื้อเพลิงยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับการใช้ยานพา
หนะส่วนตัว ขนส่งมวลชน และขนส่งภาคอุตสาหกรรม
และในขณะเดียวกัน
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังคงผันผวนเนื่องจากสถานการณ์ความตึงเ
ครียดในตะวันออกกลาง
อีกทั้งยังมีประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางการใ
ช้พลังงานของมนุษยชาติมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เกิดเป็นความตระหนักรู้และตื่นตัวในเรื่องของการพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิง
และพลังงานทางเลือกต่าง ๆ ที่จะมาทดแทน
โดยมีเป้าหมายที่การประหยัดพลังงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ทำให้ที่ผ่านมา
ในแวดวงอุตสาหกรรมพลังงานมีความพยายามที่จะปรับปรุงคุณภาพขอ
งน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นการลดสารตะกั่วในน้ำมันเบนซิน
ลดสารกำมะถันในน้ำมันดีเซล เพื่อให้เชื้อเพลิงสะอาดขึ้น
เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่เคย
รวมถึงมีการพัฒนาเชื้อเพลิงในรูปแบบอื่น
เพื่อจะนำมาใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง
ซึ่งเป็นผลผลิตจากปิโตรเลียมที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
โดยหนึ่งในเทคโนโลยีที่กำลังเป็นที่สนใจในช่วงที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่าน
สู่การใช้พลังงานสะอาดก็คือ เชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Synthetic Fuels)
ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงที่ตอบโจทย์ทั้งความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นได้
หรือไม่ และจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้แค่ไหน
เชื้อเพลิงสังเคราะห์คืออะไร
เชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Synthetic Fuels)
เป็นเชื้อเพลิงที่ผลิตขึ้นด้วยกระบวนการทางเคมี
โดยแหล่งที่มาของวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงสังเคราะห์
จะเป็นวัสดุที่มีธาตุคาร์บอน (C) หรือไฮโดรเจน (H) เป็นองค์ประกอบ
เนื่องจากสามารถติดไฟได้ แต่จะไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยตรง
โดยเชื้อเพลิงสังเคราะห์สามารถทำหน้าที่เป็นพลังงานทดแทนหรือใช้ใ
นลักษณะเดียวกันกับเชื้อเพลิงฟอสซิล
คือเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถเครื่องยนต์สันดาปภายในได้ทดแทนน้ำมันดีเ
ซลและน้ำมันเบนซิน
คุณสมบัติที่ทำให้เชื้อเพลิงสังเคราะห์เป็นความหวังที่จะช่วยแก้ปัญหาสิ่ง
แวดล้อม คือ เป็นเชื้อเพลิงที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon
Neutrality) คือ ไม่ปล่อยหรือไม่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีบทบาทมากที่สุดในปรากฏการณ์เรือนกระจก
ภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก
หรือแม้ว่าจะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยออกมาจากกระบวนการ
เผาไหม้
ก็จะถูกกู้คืนกลับไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์ต่อไป
หนึ่งในเชื้อเพลิงสังเคราะห์ที่มีการศึกษาค้นคว้าและพัฒนากันอย่างกว้า
งขวาง คือ เชื้อเพลิงเหลวสังเคราะห์
ที่ผลิตขึ้นโดยการสังเคราะห์ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่กู้คืนมาจากบรร
ยากาศ และไฮโดรเจนที่ได้จากการแยกสารประกอบในน้ำ
ด้วยพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
เชื้อเพลิงเหลวจะเป็นเชื้อเพลิงที่มีความหนาแน่นสูง ขนส่งสะดวก
และมีโมเลกุลสะอาด
คือไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ
ซึ่งนี่จะเป็นกุญแจที่ทำให้เราเข้าสู่สังคมความเป็นกลางทางคาร์บอนกันไ
ด้ง่ายขึ้น
เชื้อเพลิงสังเคราะห์ กับความหวังด้านสิ่งแวดล้อม
การพัฒนาเชื้อเพลิงสังเคราะห์ได้รับความสนใจมาก
ด้วยถูกมองว่าเป็นทางเลือกหนึ่งในการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
และช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ด้วยคุณสมบัติที่สามารถใช้กับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน
นำมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงอย่างน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินที่ได้จากกา
รกลั่นปิโตรเลียมอย่างสมบูรณ์
แม้ว่าปัจจุบันเราจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าได้สำเร็จแล้วก็จริ
ง แต่บนท้องถนนจะยังมีรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่ใช้งานทั่วไปอีกเป็น
จำนวนมากต่อไปอีกหลายทศวรรษ
ดังนั้น
จึงจำเป็นอย่างมากที่ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญกับรถยนต์เครื่องยน
ต์สันดาปที่จะยังใช้งานกันต่อไป
ว่าจะมีเชื้อเพลิงใดที่สามารถนำมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลเดิมได้
โดยที่ทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยลงกว่าที่เคย
และยังคงใช้รถยนต์คันเดิมกันได้ต่อไป
หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปใช้รถพลังงานทางเลือกอื่น ๆ
เทคโนโลยีเชื้อเพลิงสังเคราะห์จึงเป็นเทคโนโลยีที่บริษัท อิเดมิตสึ โคซัน
จำกัด ประเทศญี่ปุ่น กำลังผลักดันและเผยแพร่เทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง
เพื่อให้เกิดการนำมาใช้จริงในอนาคตอันใกล้นี้
แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ “เชื้อเพลิงสังเคราะห์”
จะเป็นคำตอบในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือไม่
และจะตอบโจทย์เรื่องพลังงานสะอาดได้มากน้อยแค่ไหน
ตามเป้าหมายของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากการเผาไหม้
ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปล
งสภาพภูมิอากาศค่อนข้างรุนแรง มีปริมาณมหาศาล
และคงสภาพอยู่ในบรรยากาศได้ยาวนานนับร้อยปี
จุดประสงค์ของการนำเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสังเคราะห์มาใช้
ก็เพื่อลดผลกระทบที่สิ่งแวดล้อมและมนุษยชาติได้รับจากก๊าซคาร์บอนไ
ดออกไซด์ ปัจจุบันโลกมีก๊าซชนิดนี้อยู่มากเกินไป
จึงจำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซชนิดนี้
และดึงเอาที่มีอยู่อย่างมหาศาลมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด
ซึ่งเพลิงสังเคราะห์ก็ตอบโจทย์
ในแง่ที่ใช้วัตถุดิบจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกกู้คืนกลับมาจากบร
รยากาศ และก๊าซไฮโดรเจนที่ได้จากพลังงานหมุนเวียน
โดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกนำมาใช้
มักมีปริมาณเท่ากับที่ถูกปล่อยสู่บรรยากาศ
เชื้อเพลิงสังเคราะห์จึงปล่อยคาร์บอนต่ำ
และมีความเป็นกลางทางคาร์บอน
โอกาสที่เชื้อเพลิงสังเคราะห์จะใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างแพร่หล
าย
แม้ว่าเชื้อเพลิงสังเคราะห์จะถูกมองว่านำมาใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล
ได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากพอ
ด้วยข้อดีที่ไม่เพียงแค่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้เท่านั้
น
แต่ยังสามารถนำมาใช้งานได้กับเครื่องยนต์สันดาปที่มีอยู่โดยไม่ต้องดัด
แปลงเครื่องยนต์ ทั้งรถยนต์ เรือ และเครื่องบินในอุตสาหกรรมการบิน
การขนส่งก็สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่มีอ
ยู่เดิมได้ ทั้งถังเก็บหรือท่อส่ง
ทำให้เชื้อเพลิงสังเคราะห์กลายเป็นผู้เล่นเชื้อเพลิงทางเลือกที่น่าสนใจที่
จะพัฒนาให้สามารถนำมาใช้จริงในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเชื้อเพลิงสังเคราะห์จะไม่มีข้อเสียเลย หลัก ๆ คือ
ต้นทุนการผลิตที่สูงมากเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล
กลายเป็นความท้าทายหลักที่จะต้องลดต้นทุนการผลิตลงเพื่อรองรับการ
ผลิตเชิงพาณิชย์ อีกทั้งเชื้อเพลิงสังเคราะห์ยังใช้พลังงานสูง
ข้อมูลจากวารสาร Nature Climate Change ระบุว่า
การใช้เชื้อเพลิงสังเคราะห์ในยานยนต์
ต้องใช้พลังงานหมุนเวียนมากกว่ารถพลังงานไฟฟ้าถึง 5 เท่า
ในกระบวนการผลิตก็สูญเสียพลังงานไปเกือบร้อยละ 50
ของพลังงานที่ใช้ หากมองในแง่ของการประหยัดพลังงาน
รถพลังงานไฟฟ้าจะประหยัดพลังงานมากกว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาป
ที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงสังเคราะห์ประมาณ 4 เท่าเลยทีเดียว
แต่เพราะก้าวแรกมักมีอุปสรรคเสมอ
หากสามารถเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ได้
เชื้อเพลิงสังเคราะห์จะเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ใช้รถที่ยังคงใ
ช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปทันที
แทนที่การเปลี่ยนไปใช้รถพลังงานไฟฟ้า
ด้วยเป้าประสงค์ปลายทางที่เหมือนกัน
คือลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ขับเคลื่อนสังคมความเป็นกลางทางคาร์บอน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
บทความประชาสัมพันธ์จาก : บริษัท น้ำมันอพอลโล (ไทย) จำกัด
www.apollothai.com
